หลักในการออกแบบสวน

posted on 02 Oct 2008 21:14 by other04 in article
จากเดลินิวส์
    

บ้านไหนที่คิดว่ากำลังจะจัดสวนภายในบ้าน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีหลักในการออกแบบสวนมาฝาก...

1. สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
 
การจัดสวน ต้องพิจารณาส่วนประกอบของสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ว่านำมาจัดรวมกันให้ลงตัว สิ่งมีชีวิต ได้แก่ ต้นไม้ ดอกไม้ พันธุ์พืช รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ส่วนสิ่งไม่มีชีวิตได้แก่ หินกรวดแม่น้ำ หินภูเขา หินทราย แผ่นทางเดิน เครื่องปั้นดินเผา และรูปปั้นต่าง ๆ เป็นต้น

2. ไม่ควรตามกระแสแฟชั่นมากจนเกินไป
 
การเลือกตกแต่งสวนตามกระแสแฟชั่น จะทำให้ต้องจัดสวนใหม่หลายๆ ครั้ง เพราะกระแสแฟชั่นจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นควรเลือกตกแต่งสวน โดยเน้นการใช้งาน และดูความสวยงามในระยะยาวเป็นหลัก

3. ดูแลสวนราวกับว่าเป็นห้องๆหนึ่งในบ้านคุณ
        
สวนคือส่วนหนึ่งของบ้าน ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัย เนื่องจากเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบาย และรู้สึกสนุกสนาน

4. ออกแบบสวนให้ดูสวยงามและใช้งานได้ตลอดทั้งปี
 
สวนที่มีสระน้ำ อาจทำให้น้ำแห้งในฤดูแล้งได้ ส่วนบางสวนอาจสวยงามบางฤดูเท่านั้น เพราะปลูกพืชที่ให้ผลผลิตที่สวยงามในบางฤดู ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าต้องการให้สวนสวยงามและใช้งานได้ตลอดทั้งปี

5. ออกแบบพื้นที่สวนให้ใช้สอยได้หลากหลาย

การจัดสวนให้มีพื้นที่สนามหญ้าโล่ง ๆ บ้าง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสนามหญ้าโล่ง ๆ สามารถนำมาดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เดินเล่น จัดงานเลี้ยง เป็นต้น

6. ออกแบบสวนให้ง่าย

สวนที่ดีควรจะต้องออกแบบให้ง่าย สะดวกแก่การเปลี่ยนแปลง ใช้งานง่าย รวมไปถึงง่ายแก่การดูแลด้วย

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

จากไทยรัฐ

[1 ต.ค. 51 - 18:06]

ใน อนาคตข้างหน้า...ผลจากภาวะโลกร้อน พายุไต้ฝุ่นจะพัดเข้าสู่อ่าวไทยโดยตรง ไม่ผ่านเวียดนาม...มีแนวโน้มรุนแรง และอาจเกิดมากขึ้นเป็นปีละ 1-2 ลูก

เมื่อถึงฤดูร้อนก็จะร้อนเร็ว ร้อนนาน อุณหภูมิสูงขึ้น...คาดกันว่าในอีก 10 ปี ช่วงพายุฤดูร้อนจะมีฟ้าผ่ามากขึ้นด้วย

จับตาสัญญาณธรรมชาติ...ฟ้าผ่ามากขึ้น เมื่อโลกร้อนขึ้น

กรณีล่าสุด...เกิดเหตุฟ้าผ่านักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศขณะเล่น น้ำตกอยู่ที่น้ำตกตาดโตน ต.โนนยาง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร มีผู้เสียชีวิต 3 คน

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (สวทช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ บอกว่า ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือเมฆคิวมูโลนิมบัส

ภายในก้อนเมฆและพื้นดินต่างมีประจุไฟฟ้าที่ต่างกัน คือ...ประจุบวก และ ประจุลบ

เมื่อประจุที่ต่างกันวิ่งเข้าหากันก็จะทำให้เกิดฟ้าผ่า ด้วยเหตุนี้ฟ้าผ่าจึงเกิดขึ้นได้หลายแบบ เช่น ฟ้าผ่าภายในก้อนเมฆ ฟ้าผ่าจากเมฆก้อนหนึ่งไปยังเมฆอีกก้อนหรือฟ้าแลบ

รวมถึงฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นดิน ซึ่งเป็นประเภทที่เกิดขึ้นบ่อยและเป็นอันตรายกับคนส่วนใหญ่มากที่สุด

ดร.บัญชา บอกว่า ฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นดิน เกิดขึ้นเมื่อประจุลบหรืออิเล็กตรอน เคลื่อนที่จากฐานเมฆลงมาที่อากาศผ่านเข้ามาใกล้พื้นดิน

“ประจุลบนี้สามารถเหนี่ยวนำให้วัตถุที่พื้นผิวของโลกซึ่งอยู่...ใต้เงา เมฆ มีประจุเป็นบวกได้ทั้งหมด พร้อมทั้งดึงดูดประจุบวกจากพื้นดินให้ไหลขึ้นมาตามต้นไม้ หลังคาบ้าน หรือบริเวณใดก็ได้ที่เป็นที่สูง”

เมื่อประจุลบกับประจุบวกเดินทางมาเจอกันเคลื่อนที่สวนทาง จึงเกิดเป็นกระแสโต้กลับ และเกิดเป็นฟ้าผ่าได้ในที่สุด

“จะเห็นว่า...วัตถุและพื้นที่ทุกจุด ใต้เงาเมฆฝนฟ้าคะนอง มีโอกาสเป็นจุดที่ถูกฟ้าผ่าได้หมด แม้จะไม่เป็นตัวนำไฟฟ้าก็ตาม”

จุดเสี่ยงที่จะเกิดฟ้าผ่ามากที่สุดคือบริเวณที่สูง เช่น ต้นไม้ เสาไฟฟ้า หลังคาบ้าน เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ประจุบวกสามารถเชื่อมโยงกับประจุลบได้ง่ายที่สุด

ขณะที่ชิ้นส่วนโลหะ เช่น สร้อย แหวน กระดิ่งแขวนคอวัว นั้นแทบจะไม่มีผลต่อการเป็นสื่อล่อฟ้าเลย

สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ที่ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าโดยตรง เกิดจากฟ้าผ่า 3 รูปแบบ

แบบแรก...ไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสกับสิ่ง ที่ถูกฟ้าผ่า เช่น หากหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ เสาไฟฟ้า เสาอากาศ และมีบางส่วนของร่างกายแตะกับสิ่งที่ถูกฟ้าผ่า กระแสไฟฟ้าก็จะไหลเข้าสู่ลำตัวได้โดยตรง

แบบที่สอง...ไฟฟ้าแลบจากด้านข้าง (side flash) กล่าวคือ แม้จะไม่ได้แตะจุดที่ฟ้าผ่า กระแสไฟฟ้าก็อาจจะกระโดดเข้าสู่ตัวคนทางด้านข้างได้

แบบสุดท้าย...กระแสวิ่งตามพื้น (step voltage) คือ กระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งจากจุดถูกที่ฟ้าผ่าออกไปยังบริเวณโดยรอบ เช่น จากลำต้นลงมาที่โคนต้นไม้ และกระจายออกไปตามพื้นดิน ซึ่งมักเป็นบริเวณที่น้ำเจิ่งนอง

ดร.เอกรินทร์ วาสนาส่ง ภาค วิชาวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เสริมว่า อันตรายเกี่ยวกับฟ้าผ่าที่หลายคนไม่รู้... จุดที่ฟ้าผ่าลงมาจะมีรัศมีรอบๆ เรียกว่า ศักดาไฟฟ้า

บริเวณศักดาไฟฟ้า...ไฟฟ้าจะวิ่งเป็นรอบวงกลม หนึ่งรอบวงกลมใกล้จุดฟ้าผ่าอาจมีแรงดัน 30,000 โวลต์...ไกลออกไปอาจลดเหลือ 20,000 โวลต์...10,000 โวลต์

“ถ้าคนไปยืนคร่อมเส้นเหล่านี้ ผล....คนมีสองขา ถ้าขาหนึ่งยืนที่ 3 หมื่นโวลต์ อีกขายืนที่ 2 หมื่นโวลต์ ตัวคุณก็จะมีแรงดันไฟฟ้าตกคร่อม 1 หมื่นโวลต์

แน่นอนกระแสไฟฟ้าก็จะไหลจากศักย์ไฟสูงขาหนึ่งไปผ่านตัวคุณไปยังอีกขาหนึ่งที่มีศักย์ต่ำ ไฟสูงเป็นหมื่นโวลต์ คุณตายแน่นอน”

กรณีที่ไม่ตายก็คือยืนขาชิด...ใกล้กันมากก็เกิดความต่างศักย์ น้อยหน่อย ถึงจะมีกระแสไหลผ่านแต่ก็ไหลน้อย อันตรายมากที่สุดก็แค่ช็อก หรือสลบ

ต้องย้ำว่า พื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดฟ้าผ่า อันดับแรก...พื้นที่โล่ง ทุ่งนา

ควายถูกฟ้าผ่าตาย ไม่ได้ถูกผ่าตรงๆ...แต่ก็ตายได้ เพราะควายยืนสี่ขา ไม่ว่าจะยืนแบบไหน โอกาสที่ขาสองขาจะอยู่ในสองรัศมีศักย์ไฟฟ้ามีสูง ถ้าควายยืนสองขาหรือยืนขาเดียวได้...โอกาสตายก็มีน้อย

“คนก็เช่นกัน ถ้ายืนขาชิด แต่มือจับต้นไม้ ก็ตายได้ ไฟฟ้าจะวิ่งจากรัศมีต้นไม้ผ่านมือ มาลงที่ขาและก็ลงดิน ไม่ต่างกับขาควาย”

ดร.เอกรินทร์ บอกว่า ถ้าให้แนะนำการป้องกันถูกฟ้าผ่า อันดับแรก ก็ต้องไม่อยู่ในที่โล่ง

ข้อถัดมา...อย่าไปอยู่ใต้ต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง ที่ไม่มีระบบสายดินที่ดี เช่น เพิงสังกะสี บ้านไม้เปียก กระท่อม...บ้านกลางทุ่งโล่ง

ถ้าเลือกไม่ได้...ก็จำไว้ว่า จุดที่สูงจากพื้นดินมีโอกาสเสี่ยงถูกฟ้าผ่ามากกว่าจุดที่เตี้ย ให้หลบเข้าไปหลบในจุดที่ต่ำกว่า แล้วยืนขาเดียว ถ้าไม่โดนไฟวาบจนตัวไหม้ไปเสียก่อน...ยังไงก็ไม่ตาย

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2548...นักข่าวไทยถูกฟ้าผ่าที่กัมพูชา เพราะใส่สร้อยที่มีส่วนประกอบของโลหะเงิน ซึ่งมีค่าความต้านทานต่ำกว่าวัสดุอื่นในร่างกาย...

แน่นอนว่า โลหะเงิน เป็นเป้าสายตาสำคัญของฟ้าผ่า

ดร.เอกรินทร์ บอก ว่า ก่อนฟ้าผ่าการทำให้ประจุมาออที่เนื้อหรือผิวหนังคนยากกว่าเงิน ถึงเงินจะเป็นส่วนประกอบเล็กๆ แต่กระบวนการออของประจุ... เกิดได้เร็ว

เทียบโลหะที่นำไฟฟ้า เรียงลำดับจากดีที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ เงิน ทองแดง ทอง อะลูมิเนียม ทังสเตน เหล็ก สเตนเลส แพลทินัม ตะกั่ว วัสดุเหล่านี้...ยิ่งใส่เป็น เครื่องประดับ...ก็มีโอกาสเสี่ยงถูกฟ้าผ่าสูง ตามคุณสมบัติความนำไฟฟ้า

ฟ้าผ่าไม่ได้ผ่าลงมาแบบหลับหูหลับตา แต่ดูว่าวัสดุชนิดไหนจะสร้างประจุ มีทางเดินที่สะดวกที่สุด ประจุจะถูกสร้างขึ้นมาที่หัวคน ไหล่ แขน หรือที่ไหนก็ได้ ถ้าในตัวมีโลหะก็ยิ่งมีโอกาสที่เกิดฟ้าผ่า

เข้าใจง่ายๆ ฟ้าผ่าไม่มีตา แต่จะเลือกผ่าไปในทิศทางที่ประจุวิ่งสะดวก ความต้านทานต่ำที่สุด

หลักวิชาการ ฟ้าผ่าเกิดจากการวิ่งเข้าหากันระหว่างประจุบวกกับประจุลบ ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ เกิดจากถ่ายเทประจุบวกกับลบที่เกิดขึ้นบนก้อนเมฆ

ถ้าเรามองเห็นฟ้าแลบ แปลบๆ ให้รู้เอาไว้...ฟ้าแลบจะไม่ผ่า แต่เป็นการถ่ายเทประจุ ทางทฤษฎีฟ้าแลบก็เป็นฟ้าผ่าอย่างหนึ่งแต่ผ่าระหว่างก้อนเมฆ ไม่ผ่าลงพื้นดิน

โดยทั่วไปวัสดุทุกชนิดมีอิเล็กตรอนหรือประจุลบในตัวของตัวเอง ปัจจุบันยังศึกษากันอยู่ว่าสาเหตุที่เกิดประจุบนก้อนเมฆ...เกิดได้เพราะ อะไร?

ที่น่าสนใจ พื้นที่เสี่ยงเกิดฟ้าผ่าทั่วทั้งโลก สำรวจโดยดาวเทียมของนาซา ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีโอกาสเกิดฟ้าผ่าสูง สีส้มเข้ม ใกล้เส้นศูนย์สูตร ไม่แพ้รัฐฟลอริดา รัฐที่นักกอล์ฟโดนฟ้าผ่ากันบ่อยๆ เพราะสนามกอล์ฟมีต้นไม้...มีภูเขามาก

ประเทศที่เกิดฟ้าผ่ามากที่สุดในโลก คือ...แอฟริกากลาง ภาพถ่ายดาวเทียมเป็นสีดำ อาจหมายถึงพื้นที่ที่มีแร่ธาตุอะไรบางอย่างเป็นสิ่งล่อฟ้าโดยธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นที่โล่ง...ทุ่งหญ้า

สถานการณ์วันนี้...ภาวะโลกร้อน มีโอกาสฟ้าผ่าบ่อยขึ้น พื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากอยู่แล้ว ก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า ถึงจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ถ้าเกิดมากเกินปกติ ก็เป็นสิ่งที่ธรรมชาติเตือนให้มนุษย์รู้ว่า...โลกกำลังเปลี่ยนแปลง

สังเกตกันให้ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นพายุรุนแรง ฤดูร้อนมาเร็ว...อากาศร้อนยาวนาน ก็เกิดขึ้นให้เห็นไปบ้างแล้ว

ไม่แน่ว่าสิ่งที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์ นาซา บอกว่า เดือนมกราคมปีหน้า ประเทศไทยอากาศจะเย็นสุดๆ จนหิมะตกในภาคเหนือ...อาจจะเป็นจริง.

จากไทยรัฐ

[30 ก.ย. 51 - 15:44]

ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้โลกอุณหภูมิสูงขึ้น เชื่อมโยงไปถึงสภาพอากาศโลกที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง

ประเด็นสำคัญ...สภาวะโลกร้อน จะทำให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงมากขึ้น และบ่อยครั้งขึ้น

การเลื่อนตัวของแนวร่องความกดอากาศต่ำ ทำให้ปริมาณฝนบางพื้นที่ตลอดจนตำแหน่งพายุเปลี่ยนแปลง คลื่นความร้อน ความแห้งแล้งจะทวีความรุนแรง และเกิดบ่อย

ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้ภาวะน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ... ขั้วโลกใต้ ละลายเร็วกว่าที่คิด

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะโลกร้อน บอกว่า ขณะนี้มีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เท่าเมืองนิวยอร์กไหลสู่ทะเล

หมายความว่าน้ำในทะเลจะค่อยๆ กินชายฝั่งทะเลบ้านเราไปเรื่อย ที่ชายทะเลบางขุนเทียน สูญเสียแผ่นดินแล้ว 1 กิโลเมตร

กรุงเทพมหานครสูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร เมื่อระดับน้ำทะเล ขึ้นมาเกินกว่า 1 เมตร...กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และลพบุรี ครึ่งจังหวัดจะจมอยู่ใต้น้ำ

สอดคล้องกับข้อมูลแผนที่นาซา...ใน 30 ปี น้ำทะเลจะสูงขึ้น 6 เมตร

“เฉพาะช่วงชีวิตผม อายุ 68 ปีแล้ว ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 16 เซนติเมตร ถือว่าเยอะมาก ปกติจะใช้เวลา 4,000-5,000 ปี ไม่ใช่แค่ 100 ปี ตอนนี้กำลังเร่ง เพราะความร้อนมากขึ้น น้ำแข็งละลายมากขึ้น”

ดร.อาจอง อธิบายอีกว่า เมื่อย้อนไปยุคน้ำแข็งตอนนั้นอากาศหนาว เกือบจะทั่วโลกมีหิมะตก น้ำเหล่านี้หมุนเวียนไปเป็นน้ำแข็ง สะสมบนภูเขา ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้...น้ำทะเลระเหยตกเป็นฝน หิมะ ทำให้ระดับน้ำทะเลลดลง ต่ำกว่าปัจจุบัน 120 เมตร

ถ้าน้ำแข็งละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 120 เมตร เพราะน้ำทะเลไม่ได้หายไปไหน แต่หมุนเวียนอยู่บนโลก

ประเสริฐศักดิ์ เอกพิสุทธิ์สุนทร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ให้ข้อมูลเสริมว่า ปัญหาการกัดเซาะ ชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยรูปตัว ก เป็นปัญหาที่หลายคนให้ความสนใจและกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง

แต่อีกพื้นที่ที่คนกรุงเทพฯควรให้ความสนใจ คือ ชายฝั่งบางขุนเทียน

ผลสำรวจข้อมูลเบื้องต้น พบว่า เกิดการกัดเซาะเฉลี่ยปีละ 30 เมตร ถึงวันนี้พื้นที่หายไปแล้วกว่า 200 เมตร

แม้ผลกระทบจะไม่รุนแรงมากเท่าบ้านขุนสมุทรจีน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ แต่ถ้าไม่มีการแก้ไข อาจทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

การทำนายการกัดเซาะโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ตั้งเป้าไว้ที่ปี 2563 หรืออีก 12 ปี ข้างหน้า พบว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขใดๆเลย พื้นที่ชายฝั่งบางขุนเทียนจะถูกกัดเซาะเข้าไปอีก 300 เมตร

ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศตามแนวชายฝั่งนอก บ่งชี้สาเหตุการกัดเซาะสำคัญ การขุดเจาะร่องน้ำเพื่อนำน้ำทะเลเข้าสู่บ่อกุ้ง ป่าชายเลนที่เคยมีอยู่ถูกถอนรากถอนโคนไปหมด

“เมื่อ ขาดรากที่จะยึดเหนี่ยวตะกอนดินคลื่น จึงทำให้กัดเซาะตะกอนออกไปได้ง่าย ยิ่งในช่วงฤดูมรสุมคลื่นลมแรงกว่าปกติ อัตราการกัดเซาะชายฝั่งจะยิ่งสูงขึ้นมาก”

ปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นบ่อยนัก พายุงวงช้าง... เกิดขึ้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ช่วงเดือนกรกฎาคม ล่าสุด...เกิดที่พัทยา และบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ยิ่งส่อเค้าว่า...ดินฟ้าอากาศกำลังวิกฤติ

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (สวทช.) อธิบายว่า พายุงวงช้าง มีชื่อที่ถูกต้องคือ พายุนาคเล่นน้ำ หรือพวยน้ำ

หมายถึง ปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อน้ำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างผืนฟ้าและพื้นน้ำ มีลักษณะการเกิด 2 แบบ

แบบแรก...พายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือผืนน้ำ อาจจะเป็นทะเล ทะเลสาบ หรือแอ่งน้ำ โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึ้นระหว่างที่ฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบซุปเปอร์เซลล์ และมีระบบอากาศหมุนวนที่เรียกว่า เมโซไซโคลน

พายุนาคเล่นน้ำแบบนี้ จึงเรียกว่า...นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด

แบบที่สอง...เกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูง ไม่ค่อยมีลมพัด หรือพัดเบาๆ

ผลก็คือ อากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำซึ่งอุ่นในบางบริเวณจะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ทำให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจะพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป

“ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ จะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัวและเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรือ “งวงช้าง”...เชื่อมผืนน้ำและเมฆ”

ถ้าเกิดแบบนี้เรียกว่า...นาคเล่นน้ำของแท้ หรือนาคเล่นน้ำที่เกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร ซึ่งเกิดได้บ่อย

ดร.บัญชา บอกว่า นาคเล่นน้ำของแท้ เป็นประเภทเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากช่วงที่เกิดมักจะมีพายุฝนฟ้าคะนองร่วมด้วย

ความต่าง...นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด จะเริ่มจากอากาศหมุนวนในบริเวณเมฆฝนฟ้าคะนอง แล้วหย่อนลำงวงลงมาแตะพื้น...อากาศหมุนจากบนลงล่าง ส่วนนาคเล่นน้ำของแท้ จะเริ่มจากอากาศหมุนวนบริเวณผิวพื้นน้ำ แล้วพุ่งขึ้นไป คือ อากาศหมุนจากล่างขึ้นบน

พายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่ยาว 10-100 เมตร แต่บางทีก็ยาวมากถึง 600 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่เล็กๆ 1 เมตร ไปจนถึงหลายสิบเมตร

นาคเล่นน้ำแต่ละตัว...อาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ แต่ละ ท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง 20-80 เมตรต่อวินาที เทียบกับพายุทอร์นาโด จะยาว 100-300 เมตร หมุนวนเร็วกว่าอยู่ที่ 40-150 เมตรต่อวินาที

ความแรงของนาคเล่นน้ำ ถึงจะน้อยกว่าทอร์นาโด แต่ก็สามารถคว่ำเรือเล็กๆ ได้สบาย

นอกจากหมุนวนรอบตัวเอง นาคเล่นน้ำยังเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ 3 ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาวเรือต้องสังเกตทิศทางให้ดี แล้วหนีไปในทิศตรงกันข้าม

อย่างไรก็ดี พายุนาคเล่นน้ำมีอายุไม่ยืนยาวนัก อยู่ในช่วง 2�20 นาที แต่บางทีก็นานถึง 30 นาที หากขึ้นฝั�ง ก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

ผลพวงภาวะโลกร้อนทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ที่น่ากังวลคือ ดร.อาจอง บอกว่า ในเดือนมกราคม อากาศจะเย็นที่สุด ประเทศไทยจะมีหิมะจะตกในภาคเหนือ

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศฤดูหนาว กลางเดือนตุลาคม 2551 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ประเทศไทยตอนบนจะมีบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมเป็นระยะๆ

ระยะแรก...ช่วงเดือนตุลาคม จะทำให้มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ จากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆลดต่ำลง และอากาศจะเริ่มเย็น จากอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่เริ่มพัดปกคลุมประเทศไทย

เดือนธันวาคมถึงมกราคม...ช่วงกลางฤดูหนาว มวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงจะพัดลงมาปกคุลมประเทศไทยตอนบนบ่อย ครั้ง...ต่อเนื่องมากขึ้น ทำให้ตอนบนของภาคมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด บริเวณยอดดอย ยอดภู อาจจะมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้

เข้าเดือนกุมภาพันธ์ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออกมีอากาศอุ่นขึ้น ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงหนาวเย็นในตอนเช้าต่อไปอีกระยะหนึ่ง สิ้นสุดฤดูหนาวราวกลางเดือน

คาดว่า...ตลอดฤดูหนาวนี้ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะใกล้เคียงปกติ

ย้อนดูสถิติช่วงปี 2494-2550 อุณหภูมิต่ำที่สุด...วันที่ 25 ธันวาคม 2542...เชียงราย อุณหภูมิลดลงเหลือ 1.5 องศาเซลเซียส...เชียงใหม่ อุณหภูมิอยู่ที่ 3.8 องศาเซลเซียส และวันที่ 26 ธันวาคมปีเดียวกัน...พิษณุโลก มีอุณหภูมิ 8.9 องศาเซลเซียส

ย่างเข้าเดือนมกราคม อุณหภูมิต่ำสุด...วันที่ 2 มกราคม 2517...เชียงราย อุณหภูมิลดลงเหลือ 1.5 องศาเซลเซียส...เชียงใหม่ อุณหภูมิอยู่ที่ 3.7 องศาเซลเซียส และวันที่ 13 มกราคม 2489...พิษณุโลก มีอุณหภูมิ 7.5 องศาเซลเซียส

เมื่อใดที่ประเทศไทย และอีกหลายประเทศเมืองร้อนในแนวเส้นศูนย์สูตร...มีหิมะตก เมื่อนั้นก็หมายความว่า...โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง.