จากไทยรัฐ 

[26 ก.ย. 51 - 16:04]

คลิ ปวีดิโอนักร้องสาวโฟร์-มด...คดีแอบถ่ายโชว์หวิวสารพัดลีลาเซ็กซี่ เร่าร้อน ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มีส่วนเกี่ยวโยงกระตุ้นต่อมอารมณ์ทางเพศของผู้สัมผัส กระทบถึงสถิติการก่อคดีข่มขืน กระทำชำเราให้เพิ่มมากขึ้นทุกที

“กฏหมายทางเพศบ้านเราดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่เทียบพฤติกรรมและความรุนแรง อาจกล่าวได้ว่า...พัฒนาช้ากว่าสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น”

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในเวทีสัมมนา “ถกความคิด เปิดความจริง...กรณีข่มขืน” จัดโดยมูลนิธิเพื่อนหญิง ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อเร็วๆนี้

แกนสำคัญที่จะทำให้ระบบกฎหมาย ระบบงานยุติธรรมงานคดีความผิดทางเพศพัฒนาเร็วขึ้น พบว่า ระบบความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และวงการกฎหมายในประเทศไทย ยังไม่เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

“นักกฎหมาย เจ้าหน้าที่ในระบบจำนวนหนึ่งตามพัฒนาการ ความเคลื่อนไหวของปัญหา และมาตรฐานสากลของโลกพอที่จะทัน แต่ส่วนใหญ่...ทั้งคนและระบบ ยังไม่เอื้ออำนวยที่จะแก้ หรือลดทอนปัญหาให้น้อยลงหรือดีขึ้น”

อาจารย์จรัญ ยก 2 คดีตัวอย่างที่ขึ้นไปสู่ศาลฎีกา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ขัดแย้งกันไปคนละทางให้ฟัง

คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ศาลฎีกาตัดสินให้เห็นว่า เป็นไปในทิศทางของการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้พ้นจากภัยของการกระทำความผิดทางเพศ

เด็กผู้เสียหาย อายุ 13 ปีเศษ อาศัยอยู่ต่างจังหวัด ทะเลาะกับแม่เลี้ยงที่เป็นผู้ดูแลอยู่คนเดียว แล้วหนีออกจากบ้านไปอยู่หอพักกับเพื่อน...แม่จะไปตาม ก็หลบไม่ให้พบ

จำเลย ซึ่งเป็นเพื่อนเจ้าของห้องพัก เข้ามาทำความรู้จักเด็กคนนี้ ชักชวนไปเที่ยว ฟังเพลง ไปขับรถเที่ยว แล้วก็...ลวนลาม กอดจูบ

โดยข้อเท็จจริง ชัดเจนว่า เด็กเองยินยอม ซึ่งเด็กอายุ 13 ปีเศษในสมัยก่อน โอกาสที่จะตกอยู่ในสภาพอย่างนี้คงน้อย แต่ในโลกปัจจุบันเกิดขึ้นเยอะ แม้อายุน้อยกว่านี้ ก็มีพฤติกรรมลักษณะนี้

แม่แจ้งความดำเนินคดี 2 ข้อหา กระทำอนาจารต่อเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และฐานพรากผู้เยาว์

ศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 6 ปี สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ และความผิดฐานทำอนาจารกับเด็ก จำคุก 1 ปี

ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องว่าไม่ผิด ฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งเป็นความผิดหนัก โดยเห็นว่าเด็กไม่ได้อยู่ในความปกครองดูแลของแม่ ไปกับจำเลยโดยยินยอม ไม่ได้มีการบังคับขืนใจ

จำเลยเหลือโทษแค่ 1 ปี ฐานทำอนาจาร และลดโทษให้ 1 ใน 3 เพราะรับสารภาพในชั้นสอบสอน เหลือโทษจำคุก 8 เดือน

แม่โจทก์เสียใจมาก ขอให้อัยการโจทก์ฎีกา ศาลฎีกา... พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สั่งว่า...จำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ถึงแม้ว่าเด็กจะยินยอมก็ตาม แต่เป็นเรื่องการแสวงประโยชน์ในทางเพศกับเด็กโดยมิชอบ

คดีนี้...แม้ว่าเด็กจะหนีออกจากบ้าน แต่พ่อแม่ก็ยังดูแลติดตามอยู่ ถือว่ายังมีอำนาจปกครองดูแลจึงเป็นความผิด

กรณีนี้ พิพากษากลับแก้ให้จำคุกกระทงนี้ เพิ่มขึ้นอีก 5 ปี

วิเคราะห์คำพิพากษา ท่านให้เหตุผลว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลกฎหมายมีเจตนาที่จะปกป้องคุ้มครอง...

อำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ไม่ให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง

“เมื่อการกระทำของจำเลย ทำให้อำนาจการปกครองถูกพรากไปโดยปริยาย แม้เด็กจะเต็มใจหรือสมัครใจไปกับจำเลยด้วย ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยพ้นความผิดไปไม่”

คดีนี้...ระบบยุติธรรม ประสงค์คุ้มครองเด็ก เยาวชน รวมถึงแม่เด็กจากพฤติกรรมอะไรที่ไปกระทำความผิดทางเพศ

คดีที่สอง เกิดปีเดียวกัน ห่างกันสักสองสามเดือน ตัดสินเรื่องทำนองนี้ไปอีกด้านหนึ่ง อำนาจปกครองอาจจะไม่ขลัง...ถ้าเด็กยินยอม เพราะเป็นคดีเกี่ยวกับโสเภณีเด็ก

เด็กอายุ 14 ปี ได้รับการแนะนำจากเพื่อนให้ขายบริการกับจำเลย อายุ 40 กว่าปี ที่บ้านจำเลย จำเลยถูกดำเนินคดี 2 คดี กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี...แม้เด็กจะยินยอมก็ผิด ศาลลงโทษจำคุก 6 ปี

อีกกระทงฐานพรากผู้เยาว์ เหมือนคดีแรก ศาลจำคุก 5 ปี รวมเป็น 11 ปี แต่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พิพากษายืน

“พอจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยความผิดฐานพรากผู้เยาว์ เรื่องนี้จำเลยอยู่ที่บ้าน เด็กไปขายบริการที่บ้านจำเลย จำเลยก็ซื้อบริการเด็ก...ความผิดก็น่าจะแค่ชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี แต่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไม่น่าผิด พิพากษายกฟ้องกรณีนี้”

อาจารย์จรัญ บอกว่า คำวินิจฉัยออกไปในทางที่คล้ายๆ จะมองว่าเด็กไปขายบริการเอง จะว่าจำเลยพรากผู้เยาว์ได้อย่างไร เทียบดูสองกรณีศึกษานี้ พบว่าไม่มีอะไรแตกต่าง

คดี ทางเพศลักษณะนี้ เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ แต่ท้ายที่สุดเป็นเรื่องที่...สุดแท้แต่ว่าคดีจะเข้าไปอยู่ในความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่ เรื่อยไปจนถึงผู้พิพากษา ว่ามีความคิดแบบไหน

หลักคิดคดีทางเพศ ควรทำความจริงให้ปรากฏ กระจายความคิดใหม่ และฐานความจริงที่ถูกต้อง ให้แพร่หลายออกไปแก่ประชาชนให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้รู้สิทธิหน้าที่ของเขา ไม่ต้องจำยอมตกอยู่ในสภาพของเหยื่อ โดยที่ทำอะไรไม่ได้

การคุ้มพยานผู้เสียหาย ล่อแหลมต่อการที่ไม่สามารถจะช่วยตัวเองอะไรได้ ต้องจัดระบบงานยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน มากกว่านี้

ที่ต้องเน้นย้ำ เวลาคดีความผิดทางเพศขึ้นสู่ศาล ผู้เสียหายต้องไปเป็นพยาน จะถูกซักค้านจากทนายความฝ่ายจำเลยอย่างชนิดที่เรียกว่า...เจ็บปวด จนแทบอยากเลิก ไม่อยากเดินคดีต่อไปแล้ว

“รับเงิน...ค่าเสียหายแล้วจบดีกว่า”

ประสบการณ์ผู้ที่ไปร่วมฟังการสืบพยาน ผู้เสียหายต้องเบิกความในศาล ต้องเจอหน้าจำเลย ส่วนใหญ่จะเกิดภาวะเครียด หวาดกลัว ใจสั่น บางรายถึงขั้นช็อก เป็นลม

บางคำถามจากทนายจำเลย... “พยานกับจำเลย คบหากันและชอบพอกันมาก่อนใช่หรือไม่?”

“พยานทราบได้อย่างไรว่าเป็นอวัยวะเพศของจำเลย เหตุที่ทราบเพราะพยานก้มลงไปดู ในขณะที่จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศใช่หรือไม่?”

“เหตุการณ์ในวันนั้น พยานได้อมอวัยวะเพศชายของจำเลยด้วย ซึ่งสามารถกัดได้แต่ทำไมพยานไม่กัดอวัยวะเพศของจำเลย?”

“เมื่อพยานกับจำเลยมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว พยานก็สวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากบ้านมาใช่ไหม?”

“พยานเดินตามจำเลยเข้าไปในโรงแรม พยานย่อมทราบว่าจำเลยชวนไปเพราะต้องการมีเพศสัมพันธ์กับพยานใช่หรือไม่”

หลัง จากโจทก์ถูกถามค้าน อย่างชนิดที่เจ็บช้ำน้ำใจ จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะนำหลักฐานความประพฤติทางเพศเมื่อครั้งเก่าก่อนของผู้ เสียหายมาสืบ ให้เห็นว่า... “มันไม่ใช่คนดีคนเด่อะไร มันสำส่อน มันเป็นอย่างนั้น...อย่างนี้”

“จริงบ้าง เท็จบ้าง...ก็ไม่รู้ แต่มีผลต่อจิตใต้สำนึกต่อผู้ที่ตัดสินคดีประเภทนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริง”

เหตุเกิดในที่ลับ พยานหลักฐานมีน้อยอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับศาลจะเชื่อใคร?

จะพบว่า ผลเสียไม่ได้เกิดกับคดีนี้เท่านั้น จะกระทบถึงคดีอื่นๆที่จะหยิบยกเอามาเป็นคดีตัวอย่าง...เหมือนเป็นการขู่จำเลยไปในที

“จะเอาไหมเงิน ถ้าฟ้องศาล นอกจากไม่ได้อะไรแล้วยังถูกแฉกลางศาล แถมอาจจะถูกฟ้องกลับ...หมิ่นประมาท ฐานแจ้งความเท็จ”

อาจารย์จรัญ ทิ้งท้ายว่า

“การถกความคิด เปิดความจริงในคดีทางเพศ เป็นเรื่องดี เพราะที่ผ่านมา อาจเป็นเรื่องของการปกความคิด ปิดความจริง...เป็นพื้นที่ที่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำกัน ไม่มีมาตรฐาน...ไม่มีหลักมีเกณฑ์อย่างที่ควรจะเป็น”.

Comment

Comment:

Tweet